ผ้าไหมยกดอกลำพูนผ้าไหมยกลวดลายได้เริ่มแพร่หลายตั้งแต่สมัยของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ท่านทรงสนพระทัยในการทอผ้าทรงคิดและประดิษฐ์ทอผ้าลวดลายใหม่ๆ ขึ้นไว้ใช้ โดยทรงนำรูปแบบของผ้ายกทองของราชสำนักภาคกลางมาปรับประยุกต์ทอเป็นรูปแบบของผ้าซิ่นแบบภาคเหนือโดย ได้ฝึกหัดคนในวังให้ทอผ้านำไปถวายเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และทรงใช้เอง ส่วนทางลำพูนนั้นเจ้าหญิงส่วนบุญซึ่งเป็นเจ้าแม่ของเจ้าพัฒนาและเจ้าหญิงลำเจียก ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้านี้จากพระราชชายา จึงได้นำมาฝึกหัดคนในคุ้มหลวงลำพูนและชาวบ้านจนมีความชำนาญแพร่หลาย ครั้นเมื่อเจ้าพงศ์แก้ว ณ เชียงใหม่ ได้สมรสกับเจ้าพัฒนา ณ ลำพูน และได้ย้ายมาอยู่ที่คุ้มหลวงลำพูน ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาการทอผ้าด้วยกี่พื้นเมืองจากเจ้าหญิงส่วนบุญ จนสามารถเป็นผู้สืบทอดการทอผ้ายกดอกที่เก่าแก่สวยงาม และยังได้เปิดโรงงานทอผ้าขนาดย่อมขึ้นในคุ้มหลวงลำพูน ยังได้ฝึกสอนชาวบ้านให้หัดทอผ้าฝ้ายยกดอกและผ้าไหมยกดอกไว้ใช้ภายในครอบครัว จนมีความชำนาญแล้วออกไปประกอบอาชีพอยู่กับบ้าน จนแพร่หลายไปทั่ว จังหวัดลำพูน การทอผ้ายกดอกของชาวยองใน จ.ลำพูน นั้น อาศัยฝีมือ อุปกรณ์และทักษะพื้นฐานของการทอผ้าแบบพื้นเมือง การทอผ้ายกนั้นใช้เทคนิคการขิด (Continuous Supplementary Weft) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ชาวไทยองคุ้นเคยและทอสืบทอดกันมานาน เหมือนกับการทอลายขิดผ้าหลบ ด้วยเทคนิคการทอผ้าที่คุ้นเคย แต่ปรับเปลี่ยนลวดลายและวัสดุให้ดูหรูหรามากขึ้น ผู้หญิงชาวไทยอง บริเวณ ตำบลเวียงยอง บ้านยู้ บ้านหลวย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกมาจากคุ้มหลวงลำพูน จึงสามารถทอผ้ายกดอกได้อย่างงดงาม มีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้แก่ จ.ลำพูนจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วประเทศ ผ้าทอไทลื้อ ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษา
ไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่างๆถิ่นฐานเดิมของชาวไทลื้ออยู่ในสิบสอง
ปันนา แต่ได้มีชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อนออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย สังคมของชาวไทลื้อ เป็นสังคมเกษตรกรรมที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ราบใกล้แหล่งน้ำเพื่อทำไร่นา วัฒนธรรมและประเพณีหลาย อย่างของชาวไทลื้อ และคนเมืองไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากการแต่งกายผู้ชายจะนุ่งเตี่ยวสะกอ หรือสะดอ (เป้าลึก) มัดตะเข็บ หรือเตี่ยวสามดูก ไม่ใส่เสื้อ ต่อมามีการสวมเสื้อม่อฮ่อมแขนยาวถึงข้อมือ มีขอบรอยคอคล้ายเสื้อคอตั้ง ใช้เชือกผูกหรือกระดุมเชือก เสื้อและกางเกงย้อมด้วยสีครามหรือดำ โพกศีรษะด้วยผ้า เมื่อไปวัดจะมีผ้าเช็ดไว้ที่บ่า และถือถุงย่ามแดง ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อมัด รัดรูปผ่าอก มีสาบหน้าเฉียงมาผูกติดกับด้าย หรือใช้กระดุมเม็ดขนาดใหญ่เกี่ยวกันไว้ ตัวเสื้อจะสั้น แขนเสื้อยาว ทรงกระบอกนิยม ใช้สีดำหรือสีคราม ตรงสาบเสื้อจะขลิบด้วยแถบผ้าสีต่าง ๆ หรือทำเป็นลวดลาย นุ่งผ้าซิ่นลายขวาง การวางสีลวดลายซิ่นแบบซิ่นก่าน (ลักษณะของผ้าซิ่นที่มีลวดลายมัดหมี่ ซิ่นดำเติมแทรกด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง) และซิ้นปล่อง (ลักษณะการขัดทอด้วยการเก็บลาย หรือ การเก็บมุก) มีลวดลายสลับริ้วสีพื้นช่วงลายขนาดที่เท่ากัน ส่วนผมจะเกล้าเป็นมวยต่อมวย ด้วยการขดปลายผมเป็นรูปวงกลมเรียกว่า จว๊องผม แล้วโพกศีรษะด้วยผ้าขาว หรือผ้าสีชมพู และถือถุงย่าม แต่ที่เห็นได้ชัด คือ ชาวไทลื้อมักจะชอบใส่เสื้อผ้าสีดำ ทั้งชายและ หญิง ซึ่งวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไทลื้อมีลักษณะคล้ายคลึงกับชาวล้านนา ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่ งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย ทอลวดลายที่เรียกว่า ลายน้ำไหล ปัจจุบันมีการฟื้นฟูและ ถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือและสินค้าของคนไทลื้อสามรถที่จะสร้างรายได้และเป็นสินค้าที่ได้รับ ความนิยมอย่างแพร่หลายด้วย ศิลปะที่มีความสวยงาม ประณีตและยังคงรักษาไว้ตามบรรพบุรุษ นอกจากนั้นศิลปะของชาวไทลื้อยังได้รับการถ่ายทอดทางด้านศิลปกรรม จิตกรรมและวรรณกรรม ซึงจะเห็นได้จาก วัด ซึ่งยัง คงมีศิลปกรรมและจิตกรรมของชาวไทลื้ออยู่ เช่นจิตกรรมของไทลื้อที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ศิลปะการฟ้อนไทลื้อ และวรรณกรรม ที่ยังคงหลงเหลือจากคำบอกเล่าของชาวไทลื้อที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นบทเพลงหรือการขับลื้อ (การขับลื้อจะเป็นการขับโดยใช้ปี่เป็น เครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ขับเล่าเป็นนิทาน)ซึ่งเป็นวรรณกรรมของชาวไทลื้อที่ยังคงรักษาไว้
ข้อมูลจาก http://www.stou.ac.th/study/sumrit/ ผ้าทอไทยวนชาวไทยวน-โยนก เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนามาเป็นเวลาช้านาน มักเรียกขาน ตัวเองว่า “คนเมือง” อาศัยอยู่แถวพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นเอกลักษณ์ของตน การแต่งกายของสตรีไทยวน-โยนก สมัยก่อนนิยมเปลือยอกท่อนบน หรือมีการเคียน อก ด้วยผ้าสีเข้ม นิยมนุ่งผ้าที่เย็บเป็นลักษณะกระสอบ เรียกว่า ผ้าซิ่น และส่วนของผ้าซิ่นนั้น ถ้าใช้สวมใส่ในงานโอกาสสำคัญๆ ก็จะนิยมต่อด้วยตีนจก ซึ่งเป็นการทอลายที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยวนโบราณ ทรงผมนิยมเกล้ามวยผมไว้กลางศรีษะ หรือส่วนของท้ายทอย นิยมเหน็บดอกไม้ต่างๆเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทวดาที่คอยดูแลขวัญหัว เครื่องประดับนิยมเครื่องประดับที่ทำจากเงิน อาทิกำไลเงิน สร้อยเงิน ฯลฯ การแต่งกายของบุรุษไทยวน-โยนก นิยมเปลือยอกบน นุ่งด้วยผ้าฝ้ายสีเข้ม ลักษณะการนุ่งเป็นการนุ่งแบบ แก๊ตม้าม หรือ แคทมั่ม เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือ คล่องตัวในการทำงานต่างๆที่อาจต้องใช้แรง ผู้ชายไทยวนสมัยโบราณนิยมการสักตามแขน ต้นขา เนื่องด้วยความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ความคงกระพัน และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการออกรบ ข้อมูลจาก กองส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม
ผ้าตระกูลไต“ไท” เป็นชื่อที่กลุ่มคนไทใช้เรียกตัวเอง แต่ออกเสียงเป็น “ไต” (Dai) ภาษาของคนกลุ่มนี้ เป็นภาษา “ตระกูลไต” (Tai Family) หรือ “คําไต” (Kam Tai Family) ซึ่งมีผู้พูดกันแพร่หลายที่สุด ในเอเชียอาคเนย์ นับตั้งแต่แคว้นยูนนาน ตอนใต้ของประเทศจีนเข้าไปในรัฐฉานของประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเมียนม่าเลยไปจนถึงรัฐอัสสัมของอินเดีย จากรัฐฉานลงทางใต้มาถึง ประเทศไทย เลยไปจนถึงมาเลเซีย และจากแคว้นยูนนาน กวางสี แผ่ไปยังประเทศลาว เวียดนาม และเขมร ดังนั้นชนชาติที่พูดภาษาตระกูลไตนี้ จึงถือว่าเป็นประชาชนชาติไทด้วยกันทั้งหมด ชนชาติไทและภาษาไต จึงมิใช่จะอยู่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ อื่นๆ ซึ่งแต่ละที่แต่ละแห่ง จะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามสถานที่อาศัยอยู่เช่น คนไท ที่อยู่ในรัฐฉาน มักเรียกตัวเองว่า ไตลื้อ ไตใหญ่ ไตเขิน ไตยอง คนไท ที่อยู่ในอินเดีย มักเรียกตัวเองว่า ไตคําตี่ ไตโนรา ไตอาหม และไตอ้ายตน คนไท ที่อยู่ในเวียดนาม มักเรียกตัวเองว่า ไตดํา ไตขาว ไตโท้ ไตนุง คนไท ที่อยู่ในลาว มักเรียกตัวเองว่า ไตลาว ไตพวน ผู้ไท ย้อ ไตทรงดํา (โซ่ง) ส่วนคนไท ที่อยู่ในประเทศไทยในภาคเหนือ เรียกตัวเองว่า ไทล้านนา หรือไตยวน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอื่นๆ อีกจํานวนมาก เช่น แสก พวน ย้อ ฯลฯ ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปแต่ยังพูดภาษา “ตระกูลไต” และจัดว่าเป็นชนชาติไทด้วยเช่นกัน “ผ้าตระกูลไต” ที่กล่าวถึงในเอกสารเล่มนี้ จึงรวมถึง ผ้าของกลุ่มชนชาติไทที่พูดภาษาตระกูลไต แต่จะกล่าวถึงเฉพาะบางกลุ่มที่มีเอกลักษณ์เด่นชัด ได้แก่ ไตยวนที่อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และไตยวนอําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางด้านภาษาพูด ภาษาเขียน ตลอดจนงาน หัตถกรรม (การทอผ้า) สืบมาจนปัจจุบันนี้
ข้อมูลจาก ทรงพันธ์ วรรณมาศ. ผ้าตระกูลไต Tai Textiles. เชียงราย: โชตนาพริ้นท์ จำกัด, 2551. |